
1. การขาดแคลนวัตถุดิบและแรงงานฝีมือ
• วัตถุดิบไม่เพียงพอและหายาก: เช่น ในกรณีของงานจักสานย่านลิเภา พบว่าวัสดุมีไม่เพียงพอและหายาก ส่งผลต่อการผลิต
• แรงงานฝีมือลดลง: ผู้ผลิตที่มีทักษะเฉพาะทางมีจำนวนน้อยลง ทำให้การผลิตงานที่มีคุณภาพเป็นไปได้ยาก
2. ปัญหาด้านการตลาดและการจัดจำหน่าย
• ขาดระบบการจัดการตลาดที่มีประสิทธิภาพ: มีการขายตัดราคากันเองภายในกลุ่ม และการประชาสัมพันธ์ยังไม่ดีพอ ทำให้สินค้าขายได้ยาก
• การเข้าถึงตลาดที่จำกัด: ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมหลายชนิดยังไม่สามารถเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้นหรือระดับสากลได้
3. การขาดนวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์
• รูปแบบผลิตภัณฑ์ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดปัจจุบัน: ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมบางอย่างยังคงรูปแบบเดิม ๆ ไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน
4. การขาดการสนับสนุนและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
• การบริหารจัดการกลุ่มที่ไม่เป็นระบบ: การจัดตั้งกลุ่มหัตถกรรมบางครั้งเกิดขึ้นอย่างเร่งรีบ ขาดการวางแผนและการบริหารจัดการที่ดี ทำให้กลุ่มไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• การสนับสนุนจากภาครัฐที่ไม่ต่อเนื่อง: โครงการสนับสนุนบางครั้งเป็นแบบระยะสั้น ไม่มีการติดตามผลหรือพัฒนาต่อเนื่อง ทำให้กลุ่มหัตถกรรมไม่สามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน
5. การสืบทอดภูมิปัญญาที่ลดลง
• เยาวชนไม่สนใจงานหัตถกรรม: การสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นลดลง เนื่องจากเยาวชนไม่สนใจหรือมองว่าเป็นงานที่ไม่ทันสมัย
แนวทางการแก้ไขที่เสนอโดยหน่วยงานราชการ:
• การพัฒนาทักษะและความสามารถของชุมชน: ส่งเสริมการฝึกอบรมด้านการเกษตร การจัดการธุรกิจขนาดเล็ก และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน
• การส่งเสริมการตลาดและการประชาสัมพันธ์: พัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายและการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมให้เข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น
• การสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง: สร้างระบบการสนับสนุนที่ยั่งยืนและต่อเนื่อง เพื่อให้กลุ่มหัตถกรรมสามารถพัฒนาได้อย่างมั่นคง
ที่มา : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและกรมประชาสัมพันธ์