
เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตคอคคัสกลุ่มเอ (Group A Streptococcus) การแพร่ระบาดอาจเนื่องมาจากการกลับมาใช้ชีวิตปกติหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย และการสะสมของประชากรที่ไม่มีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น หรือที่เรียกว่า immunity debt
.
สำหรับผู้ที่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน ยังมีโอกาสเป็นซ้ำได้ เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นหลังการติดเชื้อไม่ได้อยู่ถาวร และเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส group A มีหลายสายพันธุ์ แต่มีเพียงบางสายพันธุ์ที่สร้างสารพิษนี้และทำให้เกิดโรคไข้อีดำอีแดง สายพันธุ์ที่พบว่าทำให้เกิดโรคนี้บ่อย ได้แก่ สายพันธุ์ที่มี emm type 12 และ emm type 1 การเฝ้าระวังและติดตามการระบาดของสายพันธุ์เหล่านี้จึงมีความสำคัญในการควบคุม
.
โรคไข้อีดำอีแดง พบได้บ่อยในเด็กช่วงอายุ 5-15 ปี
.
เชื้อนี้สามารถติดต่อได้ง่าย ผ่านทางการไอ จาม สัมผัสสารคัดหลั่ง หรือใช้ของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อน หรือผ้าเช็ดหน้า
.
กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษได้แก่ เด็กในวัยเรียน ผู้ที่อยู่ในสถานที่แออัดอาการของโรคไข้อีดำอีแดง คือ ไข้สูง เจ็บคอ ต่อมทอนซิลบวมแดง มีจุดหนอง หรือฝ้าขาวบริเวณทอนซิล และมีผื่นแดงคล้ายกระดาษทราย ขึ้นตามลำตัวแล้วกระจายไปแขนขา ผิวแดงคล้ายถูกแดดเผา แต่บริเวณรอบปากจะซีด และมีลิ้นแดงคล้ายผลสตรอเบอร์รี่ บางรายอาจมีอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้องร่วมด้วย
.
การรักษาจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เช่น ไตอักเสบ หรือไข้รูมาติก โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติภายใน 7-10 วันหลังได้รับการรักษา ด้วยยาปฏิชีวนะ ดังนั้น เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามกำหนด แม้ว่าอาการจะดีขึ้น หากรับประทานยาไม่ครบกำหนดอาจทำให้เชื้อยังหลงเหลืออยู่ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง เช่น โรคหัวใจรูห์มาติก หรือไตอักเสบ
.
ทั้งนี้ ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตอาการของเด็กต่อไปอีกประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังจากการรักษา เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหากพบว่าเด็กมีอาการตัวบวม ปัสสาวะออกน้อยลง หรือปัสสาวะมีสีแดงผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของภาวะไตอักเสบ หรือหากมีอาการเหนื่อยง่าย หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจ ควรรีบนำเด็กไปพบแพทย์ทันที
.
ที่มา : กรมการแพทย์