
ในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมีนาคมของทุกปี ถูกจัดให้เป็นสัปดาห์ต้อหินโลก
เพราะ “ต้อหิน” คือสาเหตุทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวร โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักและเข้าถึงการตรวจสุขภาพตามากขึ้น
.
โรคต้อหินเกิดจากความผิดปกติของขั้วประสาทตาและเส้นใยประสาทตาโดยรอบ ส่งผลให้ตามัวและสูญเสียการมองเห็นได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ ความดันลูกตาสูงเกินค่าปกติ แต่ในบางรายไม่มีความดันลูกตาที่สูงก็เป็นต้อหินได้ ซึ่งเกิดจากปัจจัยร่วมอื่นๆ ซึ่งอาจตรวจพบเมื่ออาการตามัว มองไม่เห็น เมื่อมาตรวจมักจะพบว่าเป็นต้อหิน ซึ่งอาการก็จะอยู่ในเกณฑ์ที่เป็นมากแล้ว
.
โรคต้อหินเป็นโรคอันตรายไร้สัญญาณเตือนของโรคล่วงหน้า สิ่งที่เราป้องกันได้ คือ หมั่นสำรวจตนเอง และมาพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพของดวงตา หากพบอาการตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยป้องกันการสูญเสียการมองเห็นจากต้อหินได้
.
กลุ่มเสี่ยงเป็นโรคต้อหินคือ คนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป มีความดันลูกตาสูงเกินค่าปกติ มีญาติสายตรงเป็นต้อหิน สายตาสั้นหรือยาวมาก ผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุทางตาผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นประจำโดยเฉพาะยาหยอดตา ซึ่งกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงเหล่านี้ควรมาพบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจคัดกรองโรคอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
.
อาการ
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดศีรษะ
- ปวดตาอย่างรุนแรงจากความดันลูกตาสูง
- การมองเห็นแย่ลงอย่างชัดเจน
- มองไม่ชัด เห็นภาพมัว เมื่อมองดวงไฟจะเห็นเป็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ
- ตาแดงขึ้นอย่างเฉียบพลัน
- อาจมีอาการกระจกตาบวม หรือมีสีขุ่นร่วมด้วย
.
แนวทางการรักษาในปัจจุบันทำได้ โดยใช้วิธีการลดความดันลูกตา เพื่อควบคุมโรคต้อหินใช้ยาหยอดตา และอาจมียากินร่วมด้วย ส่วนวิธีการผ่าตัดหรือเลเซอร์ อาจจะทำในกรณีที่ต้อหินไม่สามารถควบคุมได้ โดยการใช้ยาจึงจำเป็นต้องใช้วิธีอื่นเป็นต้น
.
ที่มา : กรมการแพทย์