
“มวยไทย” ถือเป็นจุดขายระดับนานาชาติของประเทศไทย อันเป็นศิลปะการป้องกันตัวโดยเน้นการใช้กำปั้น เท้า ศอกและเข่า โดยตั้งแต่ในปี 2546 หลังจากที่มีภาพยนต์เรื่ององค์บาก (ONG BANK) มวยไทยก็ได้ถูกพูดถึงและเป็นที่นิยมไปหลากหลายประเทศ จนมีการจัดเวทีการแข่งขันในระดับสากล
ในปัจจุบันมีชาวจีนหลากหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มนักเพาะกล้าม กลุ่มนักศึกษา หรือแม้กระทั่งกลุ่มหนุ่มสาววัยทำงานที่หันมาสนใจฝึกฝนอย่างจริงจัง หรือนำรูปแบบท่าทางมวยไทยมาเป็นพื้นฐานในการออกกำลังชาวจีนจำนวนมากเดินทางมาเมืองไทยในตอนนี้ ไม่ได้เพียงแต่เพื่อหาของกินหรือมาสถานที่ท่องเที่ยวเหมือนอย่างเคย แต่ค่ายมวยไทยหรือยิมมวย ได้เป็นอีกหนึ่งจุดหมายของทริปการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวจีน นอกจากนี้ ชาวจีนส่วนหนึ่งได้สมัครเรียนมวยไทยในประเทศจีน โดยชาวจีนจำนวนมากหาคอร์สเรียนจากแอปพลิเคชั่นต้าจงเตี่ยนผิง(大众点评) เพื่อเป็นการออกกำลังกายและเพิ่มทักษะการป้องกันตัว โดยค่าใช้จ่ายในการเรียนแต่ละคอร์สนั้นสูงพอควร แต่ก็ไม่ได้มีชาวจีนจำนวนมากให้ความสนใจ
แต่หากข้ามจากเรื่องกีฬา อุปกรณ์มวยชิ้นสำคัญอย่าง “กางเกงมวยไทย”และ “นวมมวย” ถือเป็นของฮิตของชาวต่างชาติชื่นชอบประเทศไทย รวมถึงเป็น “ของที่ระลึก” ในการมาเยี่ยนประเทศไทยเป็นอันดับต้น ๆ อีก เพื่อสวมใส่เป็นการยืนยันว่า “ฉันเคยมาเยือนเมืองไทย”
และเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีรายงานข่าวเกี่ยวกับชาวจีนที่ชื่นชอบนักมวยไทยจึงออกมาแสดงตัวตนให้สังคมชาวจีนได้รับรู้ถึงความตั้งใจของเขา จากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2566 คุณ ‘หลี่ เจินเซียง’ สาวจีนวัย 32 ปี ผู้คลั่งไคล้ศิลปะการต่อสู้ของไทย ได้เดินทางด้วยรถจักรยานคู่ใจของเธอมากถึงจังหวัดเชียงใหม่ โดยเธอได้เดินทางมาจากเมืองเหมียนหยาง (绵阳) มณฑลเสเฉวน(四川) ประเทศจีน เพื่อมาหา ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ ฮีโร่ในดวงใจของเธอที่ ซึ่งเป็นผู้ปลุกกระแส ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ให้กับมวยไทย จนติดชาร์ตอันดับที่ 3 ของ‘เว่ยป๋อ’ สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังของจีน โดยเธอได้ใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมด 35 วัน กับระยะทางรวมทั้งสิ้น 2,409 กม.
ข้อคิดเห็น สคต.เซี่ยงไฮ้
หากดูจากข้อมูล มวยไทยถือว่าได้รับความนิยมในชาวจีนทุกกลุ่มวัยเป็นอย่างสูง เนื่องจากเป็นศิลปะการป้องกันตัวที่มีเอกลักษณ์และช่วยส่งเสริมให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง พร้อมทั้งยังถือให้เป็นงานอดิเรกที่เพิ่มทักษะทุกส่วนของร่างกายเป็นอย่างดี
การเลือกช่องทางในการโปรโมทผ่านสื่อออนไลน์นั้นทำให้ชาวจีนสามารถเข้าถึงได้ง่ายและสะดวกสบายต่อการเรียนรู้ หากพิจารณาให้ดีจะเห็นได้ว่า ชาวจีนยุคนี้ค่อนข้างรักสุขภาพเลือกบริโภคเพื่อสุขภาพ ดังนั้นผู้ประกอบการไทยที่สนใจมาทำตลาดในจีน ควรศึกษาตลาด ช่องทางการประชาสัมพันธ์สินค้าและพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดเพื่อไปปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป
ที่มา : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์