นายกฯ "พูดแล้วทำ" เดินหน้าปฏิรูประบบราชการ เปลี่ยนรัฐอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ย้ำทุกหน่วยงานเร่งปรับตัว ลดขั้นตอนบริการประชาชน

(9 ก.ค.69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2570 เป็นต้นไป โดยหน่วยงานของรัฐต้องเริ่มเตรียมการเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายฉบับใหม่นี้แล้วตั้งแต่วันนี้ เช่น การปรับปรุงคู่มือประชาชน เป็นต้น นับเป็นการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แถลงต่อรัฐสภาไว้ว่า จะปฏิรูประบบราชการให้เป็น “รัฐอำนวยความสะดวก” ลดภาระประชาชนและภาคธุรกิจ ผลักดันร่างกฎหมายฯ ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน ซึ่งรัฐบาลสามารถดำเนินการได้ตามที่ให้คำมั่นไว้ สะท้อนแนวทางการทำงานแบบ “พูดแล้วทำ”
.
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับการให้บริการภาครัฐ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจน ลดขั้นตอนและเอกสารที่ซ้ำซ้อน นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการอนุญาตและการให้บริการ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐ และกำหนดให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจเฉพาะเท่าที่จำเป็น โดยหัวใจสำคัญคือระบบ Super License หรือระบบใบอนุญาตหลัก ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการยื่นคำขอเพียงครั้งเดียว ระบบจะเชื่อมโยงการออกใบอนุญาตหลักและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง ลดภาระด้านเอกสาร ค่าใช้จ่าย และระยะเวลาในการติดต่อราชการ นอกจากนั้นยังมีมาตรการสำคัญอีกได้แก่ ระบบการจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อต่ออายุใบอนุญาตอัตโนมัติแทนการยื่นขออนุญาตแบบเดิม และช่องทาง fast track สำหรับการติดต่อรับบริการจากรัฐในบางประเภท เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
.
นางสาวรัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานของรัฐเร่งประชาสัมพันธ์ พร้อมเร่งปรับปรุงกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติฉบับใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการบริการภาครัฐที่สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
.
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเข้าใจว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจยังมีบางหน่วยงานที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบและกระบวนการปฏิบัติงาน จึงได้สั่งการให้ทุกส่วนราชการเร่งรัดการดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติฯ อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การปฏิรูประบบราชการเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และประชาชนได้รับบริการที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
.
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญในการปฏิรูปกฎหมายของไทย คือ การยกระดับระบบกฎหมายไทยไปสู่ระบบสากลมากขึ้น เพื่อเปลี่ยนจากระบบกฎหมายแบบเดิมที่ใช้การควบคุมผ่านการอนุมัติ อนุญาต (Pre-audit) ซึ่งเน้นการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่และสร้างภาระให้ภาคเอกชน ไปสู่มาตรฐาน OECD ที่เน้นระบบการตรวจสอบภายหลัง (Post-audit) และการมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Consultation)


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar