นายกรัฐมนตรี กำชับทุกหน่วยงานบูรณาการแก้ไขปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิง คุมเข้มปราบปรามการกักตุนและลักลอบจำหน่ายนอกระบบ พร้อมมอบหมายกรมสอบสวนคดีพิเศษ รับเป็นคดีพิเศษ และขยายผลดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
.
(3 เม.ย.69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงผลการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ถึงการแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการป้องกันปราบปรามผู้ที่จะกักตุนและลักลอบขายน้ำมันออกไปจากระบบของประเทศ ว่ารัฐบาล ได้ตั้งศูนย์ ศบก. พร้อมแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะกาาขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อติดตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้กักตุนน้ำมัน ยึดหลักการ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” หากพบบุคคลหรือกลุ่มใด เอาเปรียบประชาชน ทำลายความมั่นคงด้านพลังงาน จะถูกดำเนินคดีตามกฏหมายอย่างเฉียบขาด
.
ขณะเดียวกัน กระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ รวมถึงผู้ขายระดับกลางที่รับน้ำมันจากผู้ค้า หรือจ๊อบเบอร์ จนถึงวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา พบความผิดปกติทั้งการประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเล เพื่อรอการปรับราคาขายปลีกให้ได้กำไรเพิ่มขึ้น การปฏิเสธจ่ายน้ำมันจากคลังไปยังสถานีบริการ หรือลูกค้าปลายทาง มีการขนส่งออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน เชื่อว่ามีการลักลอบขนถ่ายน้ำมันกลางทะเล ตลอดจนยังความผิดปกติของรายงานปริมาณน้ำมัน กับข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่น ที่ได้จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตของกรมสรรพสามิต
.
ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึก และขยายผลไปยังบุคคล หรือกลุ่มที่ทำผิดกฎหมาย จะยืนยันกับฐานข้อมูลการเดินเรือ ศรชล และจะขยายผลการตรวจสอบการขนส่งทางบก ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ว่ามีการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไขหรือไม่ เพราะเป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานโลก ส่งผลให้รัฐต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ชดเชยราคาส่วนต่างของต้นทุนกับค้าขาย ทำให้เกิดการขาดทุนกว่า 50,000 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ และทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันทั่วประเทศ จะมอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจสอบและขยายผลเป็นคดีพิเศษ
.
ในฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ยืนยันว่า ได้ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริง หลังจากนี้จะใช้มาตรการเชิงป้องกันในการเฝ้าระวังจากสิ่งที่ได้ตรวจพบ ควบคู่ไปกับการดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดต่อไป
.
ข่าว : พนิตนาฏ ขวัญแสนสุข สวท.