(16 ก.พ.69) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงตัวเลขเศรษฐกิจไทย (GDP) ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.5 สูงกว่าประมาณการเดิม เร่งตัวขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 1.2 ในไตรมาส 3 ของปี 68 โดยมีการลงทุนรวมและการส่งออกเป็นปัจจัยหลักสำคัญ
.
ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวต่อเนื่องจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐการลงทุนรวม ขยายตัวสูงถึงร้ยละ 8.1 การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 6.5 การลงทุนภาครัฐ เร่งตัวแรงถึงร้อยละ 13.3 การส่งออกสินค้าและบริการรวมกันขยายตัวร้อยละ 5.6 ส่วนภาคบริการ ด้านท่องเที่ยวหดตัวร้ยละ 6.9 ภาคการก่อสร้าง:ขยายตัวโดดเด่นที่ร้อยละ 11.2
.
ขณะที่การใช้จ่ายภาคประชาชนได้รับอานิสงส์จากมาตรการรัฐและกลุ่มสินค้าคงทนขยายตัวถึงร้อยละ 12.2 โดยเฉพาะ ยอดขายยานพาหนะที่โตถึงร้อยละ 26.4 เนื่องจากผู้บริโภคเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ก่อนหมดเขตมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ
.
นอกจากนี้ยังมีมีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณประจำสูงถึงร้อยละ 39.5 ได้รับแรงหนุนจากมาตรการ "Front-load" ในช่วงไตรมาสสุดท้าย เพื่อเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบผ่านการจัดสัมมนาและการใช้จ่ายต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.4 แสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนในภาคการผลิตและการลงทุน แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังมีการหดตัวอยู่บ้าง แต่การเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐขณะที่เศรษฐกิจยังคงได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง สอดคล้องกับการกลับมาขยายตัวของทุนภาคเอกชน และการเร่งขยายตัวขึ้นของการลงทุนภาครัฐ จึงเป็นผลให้เศรษฐกิจไทยดีเกินคาด
.
สำหรับแนวโน้มในปี 2569 สภาพัฒน์ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่อเนื่องในช่วงร้อยละ 1.5 ถึง 2.5 โดยมีค่ากลางอยู่ที่ร้อยละ 2.0 ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากปริมาณการค้าโลกที่ฟื้นตัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกสินค้าของไทย
.
ข่าว : นภสร แก้วคำ สวท.