(23 ธ.ค.68) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยแข็งค่าขึ้นร้อยละ 9.4 เทียบเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และแข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 4.2 ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และปัจจัยสำคัญคือปริมาณการซื้อขายทองคำในแต่ละวันมีมูลค่ารวมสูงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กลุ่มบริษัททองคำเข้าซื้อขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในสัดส่วนที่สูงขึ้นมาก ถึงประมาณร้อยละ 50 ของ GDP ส่งผลกดดันโดยตรงต่อค่าเงินบาทให้แข็งค่าขึ้นเร็ว
.
กระทรวงการคลังจึงมีแนวทางในการดูแลการซื้อขายทองคำ โดยให้กรมสรรพากรพิจารณาแนวทางการกำหนดให้ผู้ให้บริการซื้อขายทองคำในแพลตฟอร์มออนไลน์นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองคำดังกล่าวให้แก่กรมสรรพากรเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มสินค้าหรือบริการออนไลน์ทั่วไป พร้อมให้กรมสรรพากรพิจารณาความเหมาะสมในการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากกิจการขายทองคำแท่งของร้านทองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาแนวทางการกำกับปริมาณการทำธุรกรรมทองคำ เช่น การกำหนดเพดานวงเงินการซื้อขายทองคำในแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งจะมีการออกเป็นประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย โดยใช้เวลารับฟังความเห็น ราว 2 สัปดาห์ คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 -4 ของเดือนมกราคมปีหน้า คาดหวังว่ามาตรการดังล่าวจะช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทได้
.
นอกจากนี้ นายวิทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ธปท.เตรียมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเอกสารการนำเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศไทย โดยไม่ได้เป็นการขึ้นภาษีหรือจำกัดวงเงิน แต่จะขอให้ธนาคารตรวจสอบแหล่งที่มาและวัตถุประสงค์ของเงินนำเข้าให้ชัดเจน เพื่อป้องปรามธุรกรรมที่ผิดปกติ ซึ่งมาตรการนี้จะไม่กระทบผู้ที่นำเงินเข้ามาลงทุนหรือทำธุรกิจในภาคเศรษฐกิจจริงตามปกติ
.
ข่าว : ปฏิพล สัทธพรมมา สวท.