(2 มิ.ย. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ติดตามความคืบหน้า ตามข้อสั่งการในการแก้ไขการละเลยกฎจราจร การรักษากฎระเบียบวินัยการใช้รถใช้ถนนร่วมกัน ในการดำเนินโครงการถนนปลอดภัย” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ได้ดำเนินคิกออฟ ตามข้อสั่งการ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ทั่วประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของสหประชาชาติด้านความปลอดภัยทางถนน (UN Secretary General’s Special Envoy for Road Safety) ที่ต้องการยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยทางถนนของไทย เนื่องจากยังคงเผชิญกับอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในระดับสูง โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งคิดเป็นกว่า 80% ของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น
.
ทั้งนี้ พลตำรวจเอก ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งบริหารงาน ด้านการจราจร ได้รายงานผลการปฏิบัติงานของ กองบังคับการ/ตำรวจภูธรจังหวัด ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศได้ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการฯ ซึ่งคณะทำงานฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่รณรงค์ของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค1-2 ตามนโยบายของรัฐบาลในเมืองท่องเที่ยว เช่น กรุงเทพฯ สมุทรปราการ บางแสน บางละมุง และพัทยา พบว่าที่เมืองพัทยา เจ้าหน้าที่ได้เคร่งครัดในการรณรงค์ เรื่องการสวมหมวกกันน๊อคและการฝ่าฝืนสัญญาณจราจร โดยคณะทำงานได้พบเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรเมืองพัทยา กวดขันจับกุมและพบเห็นระดับ ผกก.สถานีตำรวจภูธร พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ลงพื้นที่อำนวยการด้วยตนเองซึ่งนับเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตอบรับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและผบ.ตร.อย่างแข็งขัน
.
“ขอเชิญชวนประชาชนร่วมใจกันตระหนักถึงความปลอดภัยจากการสวมหมวกนิรภัยว่าสามารถช่วยลดการบาดเจ็บหรือลดการสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุได้ ที่สำคัญคือ การปฏิบัติตนตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 122 ที่กำหนดไว้ว่า ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ และคนโดยสารรถจักรยานยนต์ ต้องสวมหมวกนิรภัยเพื่อป้องกันอันตรายในขณะขับขี่และโดยสารรถจักรยานยนต์ หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และมีโทษปรับเป็น 2 เท่า หากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ขับขี่ในขณะที่คนโดยสารรถจักรยานยนต์มิได้สวมหมวกนิรภัย" นายจิรายุ ระบุ