การทำให้เกษตรกรก้าวสู่การทำเกษตรยุคใหม่ที่สร้างรายได้และกำไรได้ยั่งยืนกว่าเดิมนั้น การทำเกษตรแปลงใหญ่ เป็นอีกวิธีที่ช่วยลดต้นทุนและควบคุมคุณภาพผลผลิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น เพราะการรวมแปลงการเกษตรขนาดเล็กให้เป็นขนาดใหญ่อย่างวิสาหกิจชุมชน จะช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิง อีกทั้งยังเป็นการลดแรงงานคนและเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนต่าง ๆ การทำเกษตรแบบผสมผสาน เป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างเต็มที่ จากเดิมจะใช้ที่ดินปลูกเพียงข้าวปีละ 1 ฤดูกาล ก็สามารถหมุนเวียนปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่ให้ราคาดีและสลับเปลี่ยนหมุนเวียนไป เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรตลอดปี ส่วนการทำเกษตรปราณีต จะนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่าง ๆ เช่น โดรน หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ควบคู่กับการเก็บข้อมูล เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการปลูกและลดความเสียหายจากปัจจัยที่ยากจะควบคุม เช่น สภาพดินฟ้าอากาศ เป็นต้น การต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การทำเกษตรปลอดสารพิษ การผลิตกระแสไฟฟ้าจากอินทรีย์สาร หรือการผลิตอาหารสัตว์จากเศษพืช เป็นต้น
จะเห็นว่าปัจจัยที่สำคัญในการเปลี่ยนจากเกษตรดั้งเดิมสู่เกษตรยุคใหม่ คือ เครื่องจักรกลการเกษตรรวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ แต่ปัญหาหลักของเกษตรกร คือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากต้องมีเงินทุนหมุนเวียนตลอด และการขอสินเชื่อส่วนใหญ่จากแหล่งสถาบันที่น่าเชื่อถือ จำเป็นต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
นอกจากนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่อาจไม่ได้ประเมินและวางแผนสถานะทางการเงินของตนเองอย่างรัดกุม บางรายพึ่งเงินกู้นอกระบบแทนการลงทุนเพื่อการเกษตรจนกลายเป็นบ่วงรัดให้เกษตรกรติดอยู่กับวงจรถดถอยหนักกว่าเดิม ดังนั้น การมีแหล่งเงินทุนที่เชื่อถือได้และเข้าใจวิถีของเกษตรกรจึงเป็นเรื่องสำคัญ