โรคไขมันพอกตับ กับการดูแลตัวเอง

ท่านผู้ฟังครับ/คะ ภาวะไขมันพอกตับ หรือ ภาวะไขมันเกาะตับ เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถนำไขมันที่รับประทานไปใช้ได้หมด จึงสะสมเป็นไขมันในรูปไตรกลีเซอไรด์ในเซลล์ตับ และ 25% ของประชากรไทยมีโรคไขมันพอกตับอยู่ โดยที่คนส่วนใหญ่มักจะไม่รู้ตัว ผู้ป่วยที่เป็นโรคไขมันพอกตับประมาณ 1 ใน 4 จะกลายเป็นโรคตับอักเสบ และอาจลุกลามจนเป็นโรคมะเร็งตับ โดยโอกาสเกิดโรคไขมันพอกตับนั้น พบได้ทุกเพศทุกวัย แต่จะพบมากในอายุ 40-50 ปีขึ้นไป ที่ประสิทธิภาพการทำงานของระบบการเผาผลาญอาหารเริ่มลดลง ครับ/ค่ะ

ปัจจุบันโรคไขมันพอกตับยังไม่มียารักษา การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และออกกำลังกายจึงเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด อ.พญ.มณีรัตน์ ชยานุภัทร์กุล อาจารย์ประจำภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ และอาจารย์พิเศษหน่วยทางเดินอาหาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีคำแนะนำ การรับประทานให้ปลอดภัยจากไขมันพอกตับดังนี้ค่ะ

อาหารที่ห้ามกิน เมื่อเป็นโรค "ไขมันพอกตับ"

1.อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ได้แก่ แป้ง น้ำตาล ข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง พิซซ่า ของหวาน น้ำอัดลม น้ำหวาน และรวมถึงน้ำผลไม้ (มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง) และผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง เช่น มะม่วงสุก ทุเรียน

2.อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ได้แก่ ของทอด ไอศกรีม ฯลฯ เด็กอ้วนก็เสี่ยงจะเป็นไขมันพอกตับได้ตั้งแต่วัยรุ่นเช่นกัน ดังนั้นควรระมัดระวังในการกินของทอด ของหวาน ไม่ให้กินมากเกินไปด้วย

นอกจากนี้ พฤติกรรมในการใช้ชีวิตเอื่อยเฉื่อย ไม่ค่อยออกกำลังกาย ก็เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นไขมันพอกตับเช่นกัน ทั้งนี้ ผู้ป่วยไขมันพอกตับส่วนใหญ่ไม่มีอาการปรากฏให้เห็นชัดเจน มักเจอโดยบังเอิญเมื่อเข้ารับการตรวจร่างกายประจำปี แต่ในบางรายอาจพบว่ามีอาการอ่อนเพลียง่าย หรือปวดแน่นบริเวณใต้ชายโครงขวา ยกเว้นมีภาวะอ้วน ซึ่งเป็นอ้วนแบบมีพุง และหากผู้ป่วยมีอาการตับแข็งแล้ว อาจตรวจพบลักษณะของโรคตับเรื้อรังด้วย ซึ่งหากเป็นโรคไขมันพอกตับควรป้องกันและดูแลตัวเองโดยการลดน้ำหนัก เพราะส่วนใหญ่คนที่เป็นไขมันพอกตับมักมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน หรือเป็นโรคอ้วน โดยมีงานวิจัยพบว่าการลดน้ำหนักลงกว่าเดิม 10% ช่วยลดปริมาณไขมันที่อยู่ในตับได้ และลดปริมาณการกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว รวมถึงอาหารหวาน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงต่างๆ โดยเลือกกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนให้มากขึ้น เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต และใน 1 มื้อให้เป็นคาร์โบไฮเดรต 30% ผักและโปรตีน 50%

ท่านผู้ฟังครับ/คะ นอกจากนี้ควรออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน หากเป็นไปได้ควรออกกำลังกายทั้งแบบแอโรบิกและแบบมีแรงต้าน เช่น เดินเร็วครึ่งชั่วโมง แล้วตามด้วยการยกน้ำหนักแบบแรงกระแทกต่ำ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ หากเป็นเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูง ควรควบคุมโรคให้ดี ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นอกเหนือจากแพทย์สั่ง หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และตรวจสุขภาพเป็นประจำครับ/ค่ะ

จบบทความประจำวัน เรื่อง “โรคไขมันพอกตับ กับการดูแลตัวเอง”

เรียบเรียงโดย ฐิติมา มหัทธนขจร / เตชินท์ มัชฌันติกะ นำเสนอ

ท่านผู้ฟังที่สนใจบทความดังกล่าว สามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย radiothailand.prd.go.th หรือติดต่อได้ที่ส่วนกระจายเสียงในประเทศ โทรศัพท์ 0 2277 3804 ในวันและเวลาราชการ

ที่มา : www.sanook.com


ไฟล์เอกสารประกอบ
29 มิ.ย. 67 โรคไขมันพอกตับ กับการดูแลตัวเอง.pdf |

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar