โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบ

ท่านผู้ฟังครับ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่พบได้บ่อยในเด็ก ลักษณะคือมีผื่นขึ้นเป็นๆหายๆ และอาการคัน ผู้ป่วยบางรายมีประวัติคนในครอบครัวหรือตนเองเป็นโรคภูมิแพ้หรือเป็นโรคหอบหืด ซึ่งสาเหตุที่พบการเป็นผื่นแพ้ผิวหนังนั้นเกิดได้หลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม ความผิดปกติของผิวหนังชั้นหนังกำพร้า ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย และปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมก็มีผลด้วยเช่นกัน

โดยนายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ ให้ข้อมูลว่าว่า อาการของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังนั้น จะมีลักษณะผิวที่แห้ง และผื่นที่พบขึ้นตามร่างกายจะแตกต่างกันออกไปตามวัย และมีอาการคัน ความรุนแรงของอาการจะไม่เท่ากันในผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งอาการของโรคนี้แบ่งออกได้ 3 ช่วงวัย ได้แก่ วัยทารก เริ่มมีอาการตั้งแต่อายุ 2 – 3 เดือน ผื่นมักขึ้นบริเวณใบหน้า แก้ม ศอก เข่า ด้านนอกของแขนและขา ข้อมือ ข้อเท้า วัยเด็กโต หลังอายุ 2 ปี ผื่นมักจะขึ้นบริเวณคอ ข้อพับแขนและขาทั้ง 2 ข้าง ผู้ป่วยมักมีอาการคัน และเกาจนผิวหนังหนาตัวขึ้น มีขุย สีคล้ำ วัยผู้ใหญ่ ผื่นจะเหมือนในวัยเด็กโต บางคนอาการหายไปเองหรือมีผื่นน้อยลง ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อโตขึ้นอาการมักจะดีขึ้น หรือหายไปได้เอง

ทางด้านแพทย์หญิงนิอร บุญเผื่อน นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวเพิ่มเติมว่า การรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบควรไปพบแพทย์ เพื่อแพทย์จะได้ถามอาการ ตรวจร่างกายและให้การวินิจฉัยที่ถูกต้อง โดยการรักษาหลักคือ การทาสารให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังเป็นประจำ ควบคู่กับการรักษาผิวหนังบริเวณที่มีการอักเสบ โดยใช้ยาทากลุ่มสเตียรอยด์ เป็นยาที่ช่วยลดการอักเสบ ควรทาเฉพาะบริเวณผื่นต่อเนื่องกันจนหายสนิท และเมื่อผื่นหายแล้วควรหยุดยา หรือยาทาลดการอักเสบกลุ่มที่ไม่มีสเตียรอยด์ เป็นยาที่ออกฤทธิ์โดยปรับระบบภูมิคุ้มกัน ลดความไวต่อการกระตุ้น ยาทั้ง 2 ชนิด ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์

นอกจากนี้ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคขึ้นได้ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ที่ผิวหนัง หรือเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาสเตียรอยด์หากใช้ไม่ถูกต้องหรือซื้อใช้เอง ดังนั้นการดูแลไม่ให้โรคเกิดความรุนแรงมากขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนนั้น ควรดูแลผิวให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะทำให้โรคกำเริบ เช่น การอาบน้ำอุ่น การใช้สบู่ก้อน การอาบน้ำเป็นเวลานานๆ ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมหรือสารที่มีโอกาสทำให้เกิดผื่นหรือระคายเคือง รวมถึงควรตัดเล็บให้สั้น และหลีกเลี่ยงการเกา ทายาหรือรับประทานยาตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด สังเกตอาการและมาพบแพทย์ตามนัด

สำหรับการป้องกันไม่ให้ผื่นกำเริบคือการดูแลผิวให้ชุ่มชื้นและแข็งแรง หาสาเหตุของปัจจัยกระตุ้น หากมีปัจจัยที่สงสัยให้หลีกเลี่ยงปัจจัยนั้น ไม่อยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนหรือหนาวเกินไป ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก ปัจจุบันมีการรักษาอีกหลายวิธี เช่น การรับประทานยากดภูมิ การฉายแสงอาทิตย์เทียม และยาฉีดในกลุ่มชีวโมเลกุล เป็นต้น

จบบทความประจำวัน เรื่อง “โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบ”

เรียบเรียงโดย พฤทธิ์ แก้วพิบูลย์

ท่านผู้ฟังที่สนใจบทความดังกล่าว สามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย radiothailand.prd.go.th ติดต่อได้ที่ส่วนกระจายเสียงในประเทศ โทรศัพท์ 0 2277 3804 ในวันและเวลาราชการ

ที่มา : สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข


ไฟล์เอกสารประกอบ
23 พ.ค. 67 โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบ.pdf |

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar