บทความประจำวัน วันนี้เสนอเรื่อง “ผ้าขาวม้า ผ้าสารพัดประโยชน์ของคนไทย” ท่านผู้ฟังครับ/คะ “ผ้าขาวม้า” ไม่ใช่คำไทยแท้ แต่เป็นภาษาเปอร์เซีย มีคําเต็มว่า “กามาร์ บันด์” (Kamar band) กามาร์ หมายถึง เอวหรือท่อนล่างของร่างกาย ส่วน บันด์ หมายถึง พัน รัด หรือคาด เมื่อนำทั้งสองคำมารวมกันจึงหมายถึง เข็มขัด ผ้าพัน หรือคาดสะเอว "ผ้าขาวม้า" จึงเป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า "กามา" (Kamar) นั่นเอง ครับ/ค่ะ "ผ้าขาวม้า" เป็นอาภรณ์อเนกประสงค์ มีลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ส่วนใหญ่ทอมาจากฝ้าย แต่บางครั้งอาจทอจากเส้นไหม ในบางท้องถิ่นนิยมทอจากเส้นด้ายดิบและเส้นป่าน นิยมทอสลับสีกันเป็นลายตาหมากรุกหรือเป็นลายทาง โดยมากผลิตในแถบภาคเหนือหรือภาคอีสาน มีขนาดความกว้าง - ยาวแตกต่างกันออกไป ส่วนใหญ่จะกว้างประมาณ 3 คืบ ยาว 5 คืบ อายุของการใช้งานจะประมาณ 1 - 3 ปี สำหรับราคาก็จะแตกต่างกันออกไปตามวัสดุที่ใช้ ถ้าเป็นผ้าไหมเนื้อดีจะมีราคาแพง ซึ่งนิยมใช้แตะพาดบ่าหรือพาดไหล่ ทั้งนี้ ผ้าขาวม้าเป็นผ้าโบราณที่ใช้ประโยชน์กันมานานแล้ว ซึ่งคนไทยโบราณจะรู้จัก "ผ้าเคียนเอว" มากกว่า "ผ้าขาวม้า" เนื่องจากใช้เรียกกันมาแต่โบราณ ส่วนคำว่า "ผ้าขาวม้า" มานิยมใช้เรียกกันในภายหลัง คนไทยรู้จักใช้ผ้าขาวม้ามาตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 16 ถ้านับเวลาย้อนไปจะตรงกับยุคสมัยเชียงแสน ในสมัยเชียงแสนผู้หญิงมักนุ่งผ้าถุง ส่วนผู้ชายเริ่มใช้ผ้าเคียนเอว ซึ่งได้วัฒนธรรมมาจากไทยใหญ่ ที่ชาวไทยใหญ่จะใช้โพกศีรษะ ส่วนไทยเรายังมวยผมอยู่ เมื่อเห็นประโยชน์ของผ้าจึงนำมาใช้บ้าง แต่เปลี่ยนมาเป็นผ้าเคียนเอว เมื่อเดินทางไกลจึงนำมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวก ซึ่งให้ประโยชน์มาก เช่น ใช้ห่ออาวุธ และเก็บสัมภาระในการเดินทาง ปูที่นอน นุ่งอาบน้ำ ใช้เช็ดร่างกาย และเมื่อไทยใหญ่เห็นประโยชน์ของการใช้ผ้าขาวม้าจึงนำมาเคียนเอวตามอย่างบ้าง ท่านผู้ฟังครับ/คะ ผ้าขาวม้าเป็นผ้าที่อำนวยความสะดวกให้กับคนไทยมาหลายศตวรรษ โดยไม่มีทีท่าว่าจะสูญหายไปง่าย ๆ เนื่องด้วยประโยชน์ของผ้ามีมากมายนานัปการ ทั้งนี้ เพราะผ้าขาวม้ามีความเกี่ยวข้องกับวิถีการดำรงชีวิตมากมายหลายอย่างด้วยกัน จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า "ผ้าขาวม้า" คือสิ่งมหัศจรรย์แห่งสายใยที่ถักทอไว้อย่างประณีต จากตำนานกาลเวลาและคุณค่าอันน่ายกย่อง ครับ/ค่ะ จบบทความประจำวัน เรื่อง “ผ้าขาวม้า ผ้าสารพัดประโยชน์ของคนไทย” เรียบเรียงโดย ปาณิสรา พานแก้ว/ เตชินท์ มัชฌันติกะ ท่านผู้ฟังที่สนใจบทความดังกล่าว สามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย radiothailand.prd.go.th หรือติดต่อได้ที่ส่วนกระจายเสียงในประเทศ โทรศัพท์ 0 2277 3804 ในวันและเวลาราชการ ที่มา : สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง