5 โรคติดเชื้อแบคทีเรียทางผิวหนัง
19/10/2565 |
727
|
ท่านผู้ฟังครับ/คะ ผิวหนังของเราถือได้ว่าเป็นด่านแรกที่จะทำหน้าที่ป้องกันอันตรายจากเชื้อโรคต่าง ๆ เมื่อใดที่มีปัจจัย ให้ผิวหนังของเราอ่อนแอลง จะทำให้เชื้อโรคสามารถผ่านเข้าสู่ผิวหนัง และก่อให้เกิดโรคติดเชื้อที่ผิวหนังได้ ซึ่งโรคติดเชื้อแบคทีเรีย ที่ผิวหนังจัดเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย การหมั่นดูแลรักษาสุขอนามัยของตนเอง รักษาความสะอาดของร่างกายอยู่เสมอ และหลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าโดยไม่สวมรองเท้า รวมถึงการตัดเล็บให้สั้น จึงเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ควรตรวจสอบ ผิวหนังของเราด้วย หากมีแผล ให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด พร้อมทั้งทำแผลอย่างถูกต้อง ถ้ามีผื่นโรคผิวหนังอื่น ๆ ควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา สำหรับโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง แบ่งเป็น 5 กลุ่มโรคใหญ่ ๆ เรียงตามความลึก และตำแหน่งของการอักเสบ ดังต่อไปนี้
1. โรคพุพอง เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียในชั้นหนังกำพร้า ซึ่งเป็นชั้นที่อยู่ตื้นที่สุดของผิวหนัง โรคนี้มักพบได้บ่อยในเด็ก อาจเป็นชนิดที่พบตุ่มน้ำร่วมด้วย หรือไม่พบก็ได้ อาการเริ่มแรก จะมาด้วยตุ่มสีแดง หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใส หรือตุ่มหนอง ระยะถัดมาตุ่มจะแตกออก และพบเป็นลักษณะรอยถลอกตื้น ๆ ที่มีสะเก็ดหนองสีเหลืองอมน้ำตาล คล้ายสีน้ำผึ้ง คลุมอยู่ด้านบน ในบางรายอาจจะมีอาการไข้หรือต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วยได้
2. โรครูขุมขนอักเสบ เป็นการอักเสบของรูขุมขน มีลักษณะเป็นตุ่มสีแดงหรือตุ่มหนองขึ้นที่ตำแหน่งของรูขุมขน ตำแหน่งที่พบบ่อย เช่น ใบหน้า, ศีรษะ, หน้าอก, หลัง, รักแร้, และ แก้มก้น เป็นต้น ซึ่งถ้าการอักเสบรุนแรงและลุกลามไปยังเนื้อเยื่อ ข้างเคียง อาจพบเป็นไตแข็ง ๆ ที่มีหนองสะสมอยู่ภายในที่เรียกว่า ฝี และหากพบฝีหลาย ๆ อันอยู่รวมกลุ่มกันโดยมีช่องทาง เชื่อมต่อกัน จะเรียกว่า ฝีฝักบัว ซึ่งเมื่อเป็นโรคในกลุ่มนี้แล้ว มักมีอาการไข้, อ่อนเพลีย, หรือต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย
3. โรคไฟลามทุ่ง เป็นการอักเสบที่ส่วนบนของผิวหนังแท้ ซึ่งอาการจะแสดงออกมาหลังได้รับเชื้อประมาณ 2 - 5 วัน โดยจะเริ่มด้วยอาการไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย ในไม่กี่ชั่วโมงถึงวันถัดมาจะพบอาการผื่นแดงเป็นแถบ บวม กดแล้วรู้สึกเจ็บ มีลักษณะเป็นขอบเขตที่ชัดเจน และมีการลามของผื่นอย่างรวดเร็ว ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือ ขา รองลงมาคือ ใบหน้า มักพบร่วมกับอาการต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงโต
4. โรคเนื้อเยื่ออักเสบ เป็นการอักเสบที่ส่วนล่างของผิวหนังแท้จนถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ผู้ป่วยมักจะมีอาการไข้ หนาวสั่น และอ่อนเพลีย ร่วมกับมีผื่นที่มีลักษณะบวมแดง ร้อน มีอาการปวด ขอบเขตไม่ชัดเจน ซึ่งผื่นสามารถลามขยายขนาด ออกกว้างขึ้นได้ แต่ไม่เร็วเท่ากับโรคไฟลามทุ่ง ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ การติดเชื้อในกระแสเลือด ต่อมน้ำเหลือง อักเสบ และกรวยไตอักเสบ เป็นต้น
5. โรคแบคทีเรียกินเนื้อ หรือโรคเนื้อเน่า เป็นโรคที่มีความรุนแรงสูงที่สุดในกลุ่มการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ระหว่างร้อยละ 20 - 60 เกิดจากการอักเสบรุนแรงในชั้นไขมันใต้ผิวหนังและพังผืดที่คลุมกล้ามเนื้อ จนเกิดภาวะเนื้อตายตามมา ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบมาพบแพทย์และให้การรักษาโดยเร็ว
ทั้งนี้ ข้อควรปฏิบัติเมื่อเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง คือ การให้ยาปฏิชีวนะตามเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรค ซึ่งเป็นการรักษาหลัก โดยสำหรับในกรณีที่อาการไม่รุนแรง อาจใช้ยาปฏิชีวนะในรูปแบบรับประทานได้ แต่หากมีอาการรุนแรง หรือมีอาการตามระบบต่าง ๆ ในร่างกายร่วมด้วย อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะในรูปแบบยาฉีด ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องมาพบแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง ไม่ควรซื้อยารับประทานเองโดยเด็ดขาด/ ทำความสะอาดผิวหนังและบริเวณที่เป็นแผล ให้สะอาดด้วยการฟอกสบู่และน้ำยาฆ่าเชื้อให้สะอาด/ หลีกเลี่ยงการแกะหรือเกา เพราะจะทำให้เกิดบาดแผลที่ผิวหนัง และอาจทำให้เชื้อโรคลุกลามมากยิ่งขึ้น/ การรักษาด้วยวิธีอื่น เช่น การกรีดระบายหนอง การประคบแผลด้วยน้ำเกลือ เพื่อดูดซึบน้ำเหลืองออก เป็นต้นครับ/ค่ะ
จบบทความประจำวัน เรื่อง “5 โรคติดเชื้อแบคทีเรียทางผิวหนัง”
เรียบเรียงและนำเสนอโดย พฤทธิ์ แก้วพิบูลย์
ท่านผู้ฟังที่สนใจบทความดังกล่าว สามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย radiothailand.prd.go.th หรือติดต่อได้ที่ส่วนกระจายเสียงในประเทศ โทรศัพท์ 0 2277 3804 ในวันและเวลาราชการ
ที่มา: สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
1398.5 โรคติดเชื้อแบคทีเรียทางผิวหนัง.doc
|