<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเด่น]]></title>
<link>https://radiothailand.prd.go.th/th/content/category/index/id/57</link>
<atom:link href="https://radiothailand.prd.go.th/th/content/category/index/id/57" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ถนนดนตรีไลฟ์เดือน สิงหาคม "มิตรภาพ ผูกดวงใจ กอดคอกันร้องเพลง" อำลาถนนดนตรีไลฟ์ กับมาลีฮวนน่า]]></title>
<link>https://radiothailand.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/523725</link>
<guid isPermaLink="false">629ec4939a260a7036634619a329a134</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 10:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://radiothailand.prd.go.th/cms/s283/u429/2569/กค/747604703_896046830210479_268361.jpg" style="width: 40%; height: 40%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ถนนดนตรีไลฟ์เดือน สิงหาคม<br />
&quot;มิตรภาพ ผูกดวงใจ กอดคอกันร้องเพลง&quot;<br />
อำลาถนนดนตรีไลฟ์ กับมาลีฮวนน่า<br />
วันพฤหัสบดีที่ 6 ส.ค. 2569 เวลา 18.00 น.<br />
ณ ห้องออดิทอเรียม อาคารศูนย์ปฏิบัติการสื่อใหม่ กรมประชาสัมพันธ์ ถ.วิภาวดีรังสิต ดินแดง กรุงเทพ<br />
.<br />
รอติดตามกำหนดการลงทะเบียนอีกครั้ง<br />
ทางเพจ&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/MusicRoad?__tn__=-]K*F" role="link" tabindex="0">ถนนดนตรี</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiothailand.prd.go.th/th/file/get/file/202607203ff8b7723c2b54ecea99e2808e96e313104239.jpg' type='image/jpg' length='206046' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ "พูดแล้วทำ" เดินหน้าปฏิรูประบบราชการ เปลี่ยนรัฐอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ย้ำทุกหน่วยงานเร่งปรับตัว ลดขั้นตอนบริการประชาชน]]></title>
<link>https://radiothailand.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/520493</link>
<guid isPermaLink="false">779bc0f5b5c4066b3e9d6d2fe987f416</guid>
<pubDate>Thu, 09 Jul 2026 14:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(9 ก.ค.69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2570 เป็นต้นไป โดยหน่วยงานของรัฐต้องเริ่มเตรียมการเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายฉบับใหม่นี้แล้วตั้งแต่วันนี้ เช่น การปรับปรุงคู่มือประชาชน เป็นต้น นับเป็นการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แถลงต่อรัฐสภาไว้ว่า จะปฏิรูประบบราชการให้เป็น &ldquo;รัฐอำนวยความสะดวก&rdquo; ลดภาระประชาชนและภาคธุรกิจ ผลักดันร่างกฎหมายฯ ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน ซึ่งรัฐบาลสามารถดำเนินการได้ตามที่ให้คำมั่นไว้ สะท้อนแนวทางการทำงานแบบ &ldquo;พูดแล้วทำ&rdquo;<br />
.<br />
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับการให้บริการภาครัฐ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจน ลดขั้นตอนและเอกสารที่ซ้ำซ้อน นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการอนุญาตและการให้บริการ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐ และกำหนดให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจเฉพาะเท่าที่จำเป็น โดยหัวใจสำคัญคือระบบ Super License หรือระบบใบอนุญาตหลัก ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการยื่นคำขอเพียงครั้งเดียว ระบบจะเชื่อมโยงการออกใบอนุญาตหลักและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง ลดภาระด้านเอกสาร ค่าใช้จ่าย และระยะเวลาในการติดต่อราชการ นอกจากนั้นยังมีมาตรการสำคัญอีกได้แก่ ระบบการจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อต่ออายุใบอนุญาตอัตโนมัติแทนการยื่นขออนุญาตแบบเดิม และช่องทาง fast track สำหรับการติดต่อรับบริการจากรัฐในบางประเภท เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ<br />
.<br />
นางสาวรัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานของรัฐเร่งประชาสัมพันธ์ พร้อมเร่งปรับปรุงกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติฉบับใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการบริการภาครัฐที่สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น<br />
.<br />
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเข้าใจว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจยังมีบางหน่วยงานที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบและกระบวนการปฏิบัติงาน จึงได้สั่งการให้ทุกส่วนราชการเร่งรัดการดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติฯ อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การปฏิรูประบบราชการเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และประชาชนได้รับบริการที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ<br />
.<br />
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญในการปฏิรูปกฎหมายของไทย คือ การยกระดับระบบกฎหมายไทยไปสู่ระบบสากลมากขึ้น เพื่อเปลี่ยนจากระบบกฎหมายแบบเดิมที่ใช้การควบคุมผ่านการอนุมัติ อนุญาต (Pre-audit) ซึ่งเน้นการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่และสร้างภาระให้ภาคเอกชน ไปสู่มาตรฐาน OECD ที่เน้นระบบการตรวจสอบภายหลัง (Post-audit) และการมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Consultation)</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiothailand.prd.go.th/th/file/get/file/20260709bbd0f8753a0d92311c0a066b8f48f265145809.jpg' type='image/jpg' length='91158' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เยือนมาเลเซีย สานสัมพันธ์ผู้นำไทย–มาเลเซีย เดินหน้าขยายการค้า การลงทุน และความร่วมมือ สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชน]]></title>
<link>https://radiothailand.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/520492</link>
<guid isPermaLink="false">086da1dade0d9b9ad9832c2865976d6e</guid>
<pubDate>Thu, 09 Jul 2026 14:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(9 ก.ค.69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในโอกาสการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้แทนระดับสูงของมาเลเซียและคณะจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ร่วมให้การต้อนรับ<br />
.<br />
โอกาสนี้ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้เดินทางมาต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยด้วยตนเอง ก่อนนำเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ อาคารรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ โดยผู้นำทั้งสองประเทศร่วมเดินตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ (Guard of Honour) และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้เชิญนายกรัฐมนตรีร่วมเดินทางด้วยรถยนต์คันเดียวกันไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย (Perdana Putra Complex) ณ เมืองปูตราจายา เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับและการหารืออย่างเป็นทางการ<br />
.<br />
นางสาวรัชดา กล่าวว่า การต้อนรับอย่างอบอุ่นครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและความไว้วางใจระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น<br />
.<br />
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้ความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยการหารือครั้งนี้จะมุ่งเน้นการขยายการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์และการคมนาคม การยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตร การท่องเที่ยว และการพัฒนาพื้นที่ชายแดน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย เกษตรกร ผู้ส่งออก และแรงงานไทยสามารถเข้าถึงตลาดมาเลเซียและภูมิภาคได้มากขึ้น สร้างรายได้ การจ้างงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ<br />
.<br />
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะหารือความร่วมมือด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ การหลอกลวงทางออนไลน์ และการประสานงานในกรอบอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และเสถียรภาพของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว<br />
.<br />
ในช่วงบ่ายวันนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดหารือแบบสองฝ่าย (Four-Eye Meeting) กับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก่อนเข้าร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะ โดยทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ พร้อมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการเกษตร และร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน<br />
.<br />
จากนั้น นายกรัฐมนตรีมาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ ก่อนที่ในช่วงเย็น นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในมาเลเซีย เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการขยายธุรกิจของไทยในมาเลเซีย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiothailand.prd.go.th/th/file/get/file/20260709998b40c53cf7442d2cda0b0ad39dfafd145747.jpg' type='image/jpg' length='91412' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ถนนดนตรีไลฟ์ เดือนกรกฎาคม  "หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข" กับคาราบาว  วันจันทร์ที่ 13 ก.ค.2569 เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป]]></title>
<link>https://radiothailand.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/519341</link>
<guid isPermaLink="false">fb924d374f897b5ea3964d2bf1eccce2</guid>
<pubDate>Mon, 06 Jul 2026 13:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ถนนดนตรีไลฟ์ เดือนกรกฎาคม</p>

<p>&quot;หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข&quot; กับคาราบาว</p>

<p>วันจันทร์ที่ 13 ก.ค.2569 เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป</p>

<p>ณ ห้องออดิทอเรียม อาคารปฏิบัติการสื่อใหม่ ถ.วิภาวดีรังสิต ดินแดง</p>

<p>.</p>

<p>รอติดตามประกาศเปิดลงทะเบียนอีกครั้ง</p>

<p>ทางเพจ <a href="https://www.facebook.com/MusicRoad?__cft__[0]=AZYVNOIasOiXohBsg9yX61LfZVftd-9LKDAU60J10r7Fo3uSkrzZinb6TwzDPFkXmXwYfu9w2nq1kXy-99RwcL71ADN5eJHQ8GUuDXUyzddzOBxBWHHz7kXOXVFoL-v1NxqxsGwKa1CVmIDHZ6GruX4JCEd6vtC3yK_fm4pO_uPY0eKBUtjE7z8tsI2pIFQAg04&amp;__tn__=-]K-R" role="link" tabindex="0">ถนนดนตรี</a></p>

<p><img alt="" src="https://radiothailand.prd.go.th/cms/s283/u429/2569/กค/733674231_1228560509298604_44232.jpg" style="width: 60%; height: 60%;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiothailand.prd.go.th/th/file/get/file/202607061ced8d0e8f347dc669dad3500ec031e9134916.jpg' type='image/jpg' length='307820' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเตรียมใช้ Traffy Fondue รับแจ้งปัญหาแรงงานไทยครอบคลุม 45 ล้านคน ดีเดย์ต้นเดือนสิงหาคมนี้]]></title>
<link>https://radiothailand.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/519339</link>
<guid isPermaLink="false">b153268365418166a10ee1b2712015bc</guid>
<pubDate>Mon, 06 Jul 2026 13:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(6 ก.ค.69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยกระดับบริการภาครัฐสู่ยุคดิจิทัลว่า กระทรวงแรงงานกำลังเร่งพัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์ม &quot;Traffy Fondue&quot; ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อเปิดช่องทางร้องทุกข์และช่วยติดตามความเดือดร้อนให้กับพี่น้องแรงงานไทยกว่า 45 ล้านคน โดยคาดว่าจะพร้อมเปิดใช้งานเต็มรูปแบบภายในปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมนี้<br />
.<br />
รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาที่แรงงานไทยต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านค่าแรง สภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ปลอดภัย หรือความกังวลจากการเลิกจ้างและปัญหาการว่างงานที่เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน ซึ่งช่องทางการร้องเรียนในอดีต มักมีอุปสรรคเรื่องความล่าช้าและการเข้าถึงยาก ทำให้บางครั้งปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขและกลายเป็นความเดือดร้อนเรื้อรัง นโยบายนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดดังกล่าว และเปลี่ยนช่องทางการร้องทุกข์ให้ง่ายขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าทุกปัญหาของแรงงานจะได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพสูงสุด<br />
.<br />
ทั้งนี้ ระบบ Traffy Fondue จะถูกนำมาใช้เป็นช่องทางหลักในการรับเรื่องร้องเรียนปัญหาด้านแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าจ้าง สวัสดิการ สภาพการทำงาน หรือการละเมิดสิทธิต่างๆ โดยข้อมูลจะถูกส่งตรงถึงเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโดยที่แรงงานไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง เพียงถ่ายรูป ปักหมุดตำแหน่ง และระบุปัญหาผ่านสมาร์ทโฟน จากนั้นระบบ AI จะช่วยวิเคราะห์และส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงทันที ตัดขั้นตอนเอกสารที่ซ้ำซ้อน ซึ่งแรงงานสามารถติดตามสถานะการแก้ไขปัญหาได้แบบเรียลไทม์ ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกปัญหาจะได้รับการดูแล ไม่ถูกละเลย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiothailand.prd.go.th/th/file/get/file/20260706ec1b026a4abfe036ba957f2115860f51134707.jpg' type='image/jpg' length='116027' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รมว.วธ. ตรวจเยี่ยมเพื่อเตรียมความพร้อมการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลก วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช]]></title>
<link>https://radiothailand.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/519338</link>
<guid isPermaLink="false">da051801e66eb3ba9057635ba73f7de0</guid>
<pubDate>Mon, 06 Jul 2026 13:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(6 ก.ค.69) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเพื่อเตรียมความพร้อมการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลก วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช และร่วมประชุมกับกรมศิลปากร ส่วนราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และผู้เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและร่วมลงพื้นที่ด้วย<br />
.<br />
นางสาวซาบีดา กล่าวว่า ศูนย์มรดกโลกมีหนังสือเชิญราชอาณาจักรไทยในฐานะรัฐภาคีสมาชิกอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 (48th Session of the World Heritage Committee) ระหว่างวันที่ 19 - 29 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการนครปูซาน (Busan Exhibition and Convention Center: BEXCO) นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี<br />
.<br />
โดยจะมีการเสนอให้คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกวัฒนธรรมวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งมรดกโลก ภายใต้เกณฑ์คุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล (OUV) คือเป็นหลักฐานการหลอมรวมศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนามหายาน และเถรวาท ในเอเชียกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงถึงศิลปะและสถาปัตยกรรม ประเพณีทางศาสนาและท้องถิ่นที่ส่งอิทธิพลให้กับอาคารสิ่งก่อสร้างในภูมิภาค มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ของมรดกโลก (Criterion) ได้แก่ เกณฑ์ข้อที่ 2 วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร แสดงถึงอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนามหายานและพุทธศาสนาเถรวาท ที่มีต้นแบบมาจากศิลปะปาละในนาลันทา ชวาภาคกลาง ลังกา และมอญจากภาคใต้ของเมียนมา และส่งอิทธิพลให้กับศาสนสถานในประเทศไทย มาเลเซีย และแหล่งอื่น ๆ<br />
.<br />
และเกณฑ์ข้อที่ 6 วัดพระมหาธาตุฯ เป็นประจักษ์พยานของระบบความเชื่ออันหลากหลายและเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งประเพณีทางศาสนาที่ยังคงดำเนินอยู่มีความโดดเด่นระดับสากลในทางศิลปะและวรรณกรรม อาทิ การแสดงโนรา และตำนานท้องถิ่น แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งศักดิ์สิทธิ์และชุมชนโดยรอบ สร้างแรงบันดาลใจให้ศาสนสถานและชุมชนต่าง ๆ ในประเทศไทยและแหล่งอื่น ๆ<br />
.<br />
นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า นับเป็นเรื่องที่น่ายินดี หากวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก จะถือเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งแรกในภาคใต้ของไทย โดยกรมศิลปากรและจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รายงานเรื่องการเตรียมเฉลิมฉลองของวัดพระมหาธาตุฯ ในฐานะแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ของไทย ตลอดเดือนกรกฎาคม<br />
.<br />
ทั้งนี้ก่อนการประกาศรับรองจะมีการจัดนิทรรศการประวัติศาสตร์วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร และเส้นทางการเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และการประชาสัมพันธ์ในจังหวัดให้ประชาชนรับทราบ ช่วงวันประกาศรับรอง ระหว่างวันที่ 26 &ndash; 27 กรกฎาคม 2569 จะมีการจัดกิจกรรมเจริญพระพุทธมนต์ฉลองการขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เป็นมรดกโลก การสวดธัมมจักกัปวัตตนสูตร กิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่สากล (มโนราห์) กิจกรรมการแสดงแสงสีเสียงสื่อผสมตำนานวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร และการประดับไฟองค์พระบรมธาตุ รวมถึงการตกแต่งประดับเมืองภายใต้แนวคิด &ldquo;วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ศรัทธาคู่เมืองนคร มรดกโลกคู่มนุษยชาติ&rdquo; หลังการประกาศรับรองแล้วก็จะจัดการเสวนา การแสดงโขนเฉลิมฉลองมรดกโลก การแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และพิธีหล่อเทียนพรรษา<br />
.<br />
นอกจากนี้ ยังได้หารือเกี่ยวกับการบริหารจัดการจัดการแหล่งมรดกโลกวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร และการจัดทำรายงานสถานภาพการอนุรักษ์ ตามข้อแนะนำของคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งจะต้องจัดส่งให้ศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2572 ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการแหล่งและแนวทางการอนุรักษ์ เช่น การปรับปรุงพื้นที่กันชน การปรับปรุงแนวทางการอนุรักษ์ การจัดทำฐานข้อมูลดิจิทัล การศึกษาความมั่นคงของโครงสร้างอาคาร การอนุรักษ์โบราณสถาน การจัดทำยุทธศาสตร์อนุรักษ์ระยะยาว การศึกษาพื้นที่ศาสนสถานฮินดู และการคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากรและจังหวัดนครศรีธรรมราชได้มีการหารือแนวทางการดำเนินงานต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว การที่วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของประเทศไทย จะช่วยยกระดับการอนุรักษ์แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างรายได้ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นและประเทศ เพิ่มการรับรู้ในระดับนานาชาติและประกาศเกียรติภูมิของประเทศไทยบนเวทีโลก<br />
.<br />
ที่มา : กรมศิลปากร</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiothailand.prd.go.th/th/file/get/file/20260706317927e0b835fd406650d778c0369f2a134635.jpg' type='image/jpg' length='127847' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เสนอวุฒิสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณ 1.03 หมื่นล้านบาท รองรับภารกิจเร่งด่วน ย้ำใช้งบคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน]]></title>
<link>https://radiothailand.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/519337</link>
<guid isPermaLink="false">ecb21f8fc8c671ecdc98b72787fc0190</guid>
<pubDate>Mon, 06 Jul 2026 13:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(6 ก.ค.69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 27 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว<br />
<br />
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในฐานะผู้แทนรัฐบาล ขอนำเสนอร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายพุทธศักราช .... ต่อประธานและสมาชิกวุฒิสภา ดังนี้ ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช 2569 ของหน่วยรับงบประมาณบางรายรายการ จำนวน 10,328,065,100 บาท ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาฟื้นฟูและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ต่างๆ รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอื่นๆ โดยการที่นำไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... มีดังนี้<br />
.<br />
1. รายจ่ายประจำในทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพันหรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 อาทิ ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์ และการเดินทางราชการไปต่างประเทศ<br />
2. รายจ่ายลงทุนในทุกงบรายจ่าย อาทิ รายการปีเดียวและรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณที่ยังไม่สามารถประกาศประกวดราคาหรือจัดซื้อจัดจ้างได้ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 หรือรายการที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นว่า หมดความจำเป็นและต้องการยกเลิกหรือสามารถชะลอการดำเนินการได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ หรือไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในปีงบประมาณพุทธศักราช 2569<br />
<br />
ในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ในครั้งนี้ รัฐบาลได้คำนึงถึงการบริหารงบประมาณรายจ่ายในไตรมาสที่สามและไตรมาสที่สี่ของปีงบประมาณ ตามแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐที่จำเป็นในการให้บริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามสิทธิและสวัสดิการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม รวมทั้งการสร้างงานและรายได้ในระดับพื้นที่ ตลอดจนรายจ่ายตามข้อผูกพันต่างๆ ที่ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ บนพื้นฐานที่มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... พิจารณา โดยไม่มีการแก้ไข<br />
.<br />
นายกรัฐมนตรีได้ถือโอกาสนี้ขอบคุณประธานและสมาชิกวุฒิสภาทุกคนที่จะได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ฉบับนี้ สำหรับข้อคิดเห็น ข้อคำแนะนำ ข้อเสนอ รวมทั้งความห่วงใยที่สมาชิกวุฒิสภาจะได้กรุณาเสนอแนะไว้ตลอดระยะเวลาการประชุม รัฐบาลจะขอรับไว้ด้วยความขอบคุณ และจะนำไปประกอบการพิจารณาเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiothailand.prd.go.th/th/file/get/file/2026070606a95ecd1494709db26a415eaa9d8991134551.jpg' type='image/jpg' length='99235' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิชี้แจงกรณีแอร์ฯ ถูกจับกุมคดียาเสพติดที่ออสเตรเลีย ย้ำระบบเอ็กซเรย์สัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่องทำงานตามมาตรฐานความปลอดภัย]]></title>
<link>https://radiothailand.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/517570</link>
<guid isPermaLink="false">c08349c48706f49a785d68697edb2e20</guid>
<pubDate>Tue, 30 Jun 2026 10:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(30 มิ.ย.69) ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวกรณีลูกเรือสัญชาติไทย ถูกเจ้าหน้าที่ประเทศออสเตรเลียควบคุมตัวภายหลังตรวจพบยาเสพติดในสัมภาระนั้น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า สัมภาระของลูกเรือดังกล่าวได้ผ่านการตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์ตรวจสัมภาระในระบบสายพานลำเลียงสัมภาระขาออก โดยระบบแสดงผลการตรวจสอบ &ldquo;ไม่พบวัตถุระเบิดและสารระเบิด&rdquo; สัมภาระดังกล่าวจึงเข้าสู่กระบวนการลำเลียงสัมภาระขึ้นอากาศยานต่อไป<br />
.<br />
ทั้งนี้ ระบบสายพานลำเลียงสัมภาระขาออก เป็นระบบเอ็กซเรย์ตรวจจับวัตถุระเบิดอัตโนมัติ (Explosive Detection System : EDS) ซึ่งตรวจจับวัตถุระเบิดและสารระเบิดเป็นหลัก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันภัยคุกคามและการก่อวินาศกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน<br />
.<br />
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทสภ. ได้ดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยและมาตรการสกัดกั้นยาเสพติดอย่างเข้มงวด ทั้งเที่ยวบินขาเข้าและขาออก โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายใต้โครงการสกัดกั้นยาเสพติดผ่านท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Task Force : AITF) ซึ่งประกอบด้วย สำนักงาน ป.ป.ส. กรมศุลกากร กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 และสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการสืบสวน ข่าวกรอง การวิเคราะห์ความเสี่ยง และการคัดกรองผู้ต้องสงสัยอย่างเข้มข้น<br />
.<br />
ทั้งนี้ ทสภ. น้อมรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาศึกษาและพัฒนาการดำเนินงานด้านการรักษาความปลอดภัยและการสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางยกระดับมาตรการป้องกัน ปราบปราม และสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า&ndash;ส่งออกยาเสพติดผ่านท่าอากาศยานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น<br />
.<br />
ทสภ. ขอยืนยันว่า พร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันสกัดกั้นและปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ตลอดจนยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของท่าอากาศยานไทยให้เป็นที่เชื่อมั่นในระดับสากลต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiothailand.prd.go.th/th/file/get/file/202606307bc88c2e309275d64c90527211f42993103513.jpg' type='image/jpg' length='168299' />
</item>
<item>
<title><![CDATA["ภราดร" ชี้แจงงบฯ 70 รัฐบาล จัดทำงบแบบรัดเข็มขัด ชวน ‘ฝ่ายค้าน’ ร่วมมือทำงบฯ แก้ปัญหาที่มีความจำเป็นเร่งด่วน]]></title>
<link>https://radiothailand.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/517569</link>
<guid isPermaLink="false">7c9fce78c4853653b88894c0f0f4bd07</guid>
<pubDate>Tue, 30 Jun 2026 10:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(29 มิ.ย.69) นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ชี้แจงว่าการจัดทำงบประมาณปี 70 เป็นการจัดทำงบประมาณแบบฝีแตก แบบแผลเรื้อรัง หาเช้ากินค่ำ ซึ่งรัฐบาลนี้ไม่ปฏิเสธว่าสถานการณ์ของงบประมาณปี 2570 เป็นอย่างที่ว่าจริงๆ เพราะรัฐบาลนี้เพิ่งมีโอกาสจัดงบประเทศเป็นปีแรก ตนได้หารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ได้เห็นปัญหาไม่ต่างที่สส.อภิปราย หากจัดโครงสร้างงบประมาณแบบเดิม อีก 2-3 ปี ประเทศเราอยู่ไม่ได้ สำหรับตัวเลขงบประมาณปีนี้ 3.788 ล้านล้านบาท โดยเงินขาเข้ารัฐบาลหาได้ 3 ล้านล้านบาท เพื่อจ่ายงบประจำและชำหนี้ที่ก่อมาก่อนหน้านี้ ส่วนอีก 7.88 แสนล้านบาทเป็นเงินกู้ ซึ่งรัฐบาลมีทางเลือก 2 ทาง คือ ตามน้ำทำงบแบบเดิมๆ เงินไม่พอขาดเท่าไร ใช้วิธีกู้เพิ่ม หรือแก้ไขที่โครงสร้างยอมรับว่าไม่สามารถจัดงบปี2570 ได้สมบูรณ์แบบตามที่ทุกคนปรารถนา เพราะโครงการที่เป็นทำให้ต้องใช้วิธีปะผุ แต่สิ่งที่รัฐบาลไม่ทำคือ ตามน้ำ แบบเดิมๆ เงินไม่พอใช้การกู้ แม้จะเป็นวิธีที่ง่ายที่ทำให้มีเม็ดเงินเพิ่มเพื่อทำโครงการที่สัญญาไว้ ทั้งนี้ ได้พยายามปรับโครงสร้างและรักษาวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด<br />
.<br />
นายภราดร กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลเริ่มต้นรักษาวินัยการเงินเคร่งครัด โดยที่พยายามไม่ยืมเงินคงคลังมาใช้พยายามสร้างโครงสร้างของงบประมาณโปร่งใสมากยิ่งขึ้น แต่ยังไม่สมบูรณ์แบบ เช่น เบี้ยบำนาญ อยู่ในงบกลาง โดยตั้งงบเพิ่มขึ้นปี 2568-2569 เพราะเห็นปัญหาว่าทุกปีตั้งไม่เคยพอสุดท้ายจะเป็นภาระเงินคงคลัง ส่วนแนวทางจัดสรร เริ่มต้นการจัดทำงบปี 2570 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย มีนโยบายชัดเจนถึงแนวทางจัดทำนโยบาย บอกให้รัดเข็มขัด เช่น งดการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ หากจำเป็นต้องไป ต้องให้ไปเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องเพื่อลดภาระงบประมาณ<br />
.<br />
ส่วนการลดงบการลงทุน ไม่ใช่เป็นการลดการลงทุนของประเทศ แต่เปลี่ยนแหล่งเงินทุน แทนที่จะเปลี่ยนแหล่งเงินของรัฐบาลที่เอามาจากภาษีของประชาชน แต่ให้กระทรวงคมนาคมหรือกระทรวงอื่นที่จะมีการลงทุนขนาดใหญ่ ไปหาช่องทางของเงินทุนจากช่องทางอื่น เช่น ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ หรือการไปร่วมทุนกับภาคเอกชนคือ PPP ปีนี้มีการลดลงถึง 46% ซึ่งพยายามที่จะออกมาตรการรัดเข็มขัดในการจัดทำคำขอ เพราะเข้าใจในสถานการณ์<br />
.<br />
การจัดทำงบประมาณปีนี้สามารถที่จะทำให้ฝ่ายค้านตรวจสอบได้มากขึ้นเพราะมีไฟล์เอ็กเซล ที่มีการขอกันมาตั้งแต่ปี 2562 แต่ปีนี้สำนักงบประมาณจัดสรรให้กับสมาชิกเพื่อให้เกิดประโยชน์กับการพิจารณาให้เกิดความโปร่งใส<br />
.<br />
นายภราดร กล่าวต่อว่า ส่วนงบกลางที่เพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้วจำนวน 1 พันล้านบาทนั้น ซึ่งมีความกังวลว่ารัฐบาลจะไปเพิ่มในส่วนที่รัฐบาลสามารถใช้ได้โดยไม่ต้องมาขออนุญาตสภา จริงๆ แล้วไม่ใช่ งบกลางในส่วนที่รัฐบาลใช้ได้คืองบกลางในหมวดฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน และหน่วยงานราชการไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ โดยงบกลางที่เพิ่มขึ้น 1 พันล้านบาทนั้นเป็นการเพิ่มในส่วนของเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ และในส่วนของสำรองที่จะต้องจ่ายให้กับ กบข.ในปีนี้ถึง 7.14 หมื่นล้านบาท<br />
.<br />
ทั้งนี้ หากวันที่ 1 กรกฎาคมหลังจากการอภิปรายและลงมติแล้ว หากสภาฯ เห็นชอบวาระแรก ก็จะนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ตนก็อยากเชิญชวน กมธ.ว่า ปีนี้เรามาช่วยกันตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นให้มากที่สุด เพื่อนำเงินที่ตัดได้ให้กับหน่วยงานที่ไม่ขัดกับมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญที่มีความจำเป็น เช่น งบวิจัยที่ปีนี้ถูกตัดลดไปหลายพันล้านบาท โดยร่วมมือกัน และใช้กรรมาธิการเป็นเครื่องมือในการที่จะลีนงบประมาณ 70 ให้ได้มากที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาที่มีความจำเป็นเร่งด่วน โดยวันสุดท้ายนายเอกนิติ ในฐานะหัวหน้าทีมคลังของรัฐบาลจะมาชี้แจงในส่วนของการสรุปภาพรวมทั้งหมดอีกครั้ง<br />
.<br />
ข่าว nbt</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiothailand.prd.go.th/th/file/get/file/20260630e392af00374332c0b073012ff545b4fe103434.jpg' type='image/jpg' length='83757' />
</item>
<item>
<title><![CDATA["พิพัฒน์" เร่งแก้ปัญหาค่าไฟส่องสว่างทางหลวง ถูกนำไปรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ เพื่อลดภาระให้ประชาชน]]></title>
<link>https://radiothailand.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/515409</link>
<guid isPermaLink="false">d13e42c5d0f153fa75143999d9da2daa</guid>
<pubDate>Tue, 23 Jun 2026 13:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีค่าใช้จ่ายไฟฟ้าสาธารณะและไฟส่องสว่างริมทางหลวงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ถูกนำไปรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (FT) ที่ประชาชนต้องรับภาระ ว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่เป็นเรื่องที่สะสมต่อเนื่องมาหลายสิบปี ต้องขอบคุณนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะการลดค่าไฟฟ้าในภาคครัวเรือน จนนำไปสู่การตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนค่าไฟฟ้าทั้งระบบ ส่วนหนึ่งมาจากไฟส่องสว่างเป็นของกรมทางหลวงชนบท เพิ่งทราบว่าไปแฝงอยู่ในค่า FT ไฟบ้านของประชาชน<br />
.<br />
โดยในส่วนของกระทรวงคมนาคมได้ดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานควบคู่กันไปแล้ว ผ่านการทยอยเปลี่ยนโคมไฟและหลอดไฟส่องสว่างริมทางที่หมดอายุการใช้งานให้เป็นหลอดไฟ LED ซึ่งสามารถช่วยลดการใช้พลังงานและลดค่าไฟฟ้าได้ประมาณร้อยละ 40-50 อย่างไรก็ตาม หากมาตรการดังกล่าวไม่เพียงพอ อาจต้องหารือร่วมกับสำนักงบประมาณเพื่อหาแนวทางรองรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ เนื่องจากกระทรวงคมนาคม ไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้ประมาณปีละ 10,000 กว่าล้านบาท ซึ่งมีจำนวนมาก<br />
.<br />
ส่วนที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สามารถไปของบประมาณจากสำนักงบประมาณได้ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เป็นหนึ่งในแนวทางที่สามารถดำเนินการได้ แต่ก็จะมีคำถามตามมาถึงแหล่งที่มาของงบประมาณ ย้ำว่ากระทรวงพลังงานจะต้องเร่งพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป<br />
.<br />
ข่าว : พนิตนาฏ ขวัญแสนสุข สวท.</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiothailand.prd.go.th/th/file/get/file/202606239e870da3edae9fd47aec3ec4acdf9dd7133612.jpg' type='image/jpg' length='119574' />
</item>
</channel>
</rss>
